เทคนิคการตั้งราคาสินค้า เพื่อยอดขาย

ราคา คือปัจจัยแรกๆ ที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อสินค้า บางครั้งแค่ตั้งราคาน่าดึงดูดใจ เจ้าของร้านก็ไม่จำเป็นต้องพูดจูงใจใดๆเพื่อให้ลูกค้าซื้อสินค้า ดังนั้นเราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า ถ้าหากราคาไม่น่าจูงใจ โอกาสที่จะขายสินค้าออกก็ยากขึ้น วันนี้เรามาดูเทคนิคการตั้งราคาเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้สินค้าของเพื่อนๆดูน่าสนใจ และช่วยให้เราไม่ต้องเหนื่อยกับการแชทต่อรองราคาเหมือนเดิมแล้วคะ

1.ลงท้ายด้วยเลข 9

ข้อนี้หลายคนคงทราบกันดี บล็อกแม่ค้าฯเองก็เคยเขียนถึงความมหัศจรรย์ของเลข 9 ไปแล้ว (อ่านต่อที่นี่)  แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่าน ก็จะขอสรุปคร่าวๆว่า เลข 9 นั้นมีผลทางจิตวิทยาของลูกค้าโดยตรง ถึงแม้ว่าถ้ามีของสองชิ้น ราคา 74 และ 79 ในเวลาเร่งรีบ ลูกค้ายังหยิบสินค้าราคา 79 อาจจะหยิบไปเพราะความเคยชิน หรือเหตุผลใดๆ ตอนนี้ผู้ทดลองก็ยังไม่มีคำตอบให้กับเรื่องนี้อย่างชัดเจน อ้อ! อีกหนึ่งการทดลองยังพบว่าการเซลล์ (ลดราคาสินค้า) หริอ จัดโปรโมชั่นสินค้า แล้วราคาเหลือลงท้ายด้วยเลข 9 ยังมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากว่าแบบที่ไม่มีเลข 9 ทั้งนี้เพราะมีความเชื่อในหลายประเทศเกี่ยวกับเลข 9 ว่าเป็นเลขแห่งเสน่ห์และความดูดี แม้กระทั่งในไทยเอง คนไทยดูเหมือนจะชอบเลข 9 มากเป็นพิเศษ

2. ราคา ก็เหมือนสัญญาใจ 

ความถูก ไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไป สินค้าบางประเภท เช่น ความสวยความงาม ความปราณีต ความละเอียด ถ้าตั้งราคาต่ำแต่แรก จะทำให้ลูกค้ากังขาในคุณภาพของสินค้า ตัวอย่างเช่น ร้าน A ขายน้ำหอม 1,200 บาท ร้าน B ขายน้ำหอม 750 บาท มีความเป็นไปได้สูงที่ลูกค้าจะซื้อของจากร้านแรกมากกว่า เพราะราคาสูง ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองกำลังซื้อของชั้นดีอยู่ ในขณะที่สินค้าทั่วๆไปที่ไม่มีต้องการภาพลักษณ์เมื่อใช้สินค้า/ใช้แล้วเปลี่ยนเรื่อยๆ ยิ่งมีราคาถูกก็ยิ่งดี หรือบางทีขายของชนิดเดียวกัน แต่ตั้งราคาต่างกัน ก็ยังขายได้เหมือนกัน ราคาที่ต่างกัน ก็เป็นเหมือน “สัญญา” ที่มีให้ลูกค้า แสดงออกมาในรูปแบบตัวเลข

clothing-store-585x300

ถ้าอยากขายแพงกว่า ลองเปรียบเทียบดูว่าร้านของคุณมี “สัญญา” เหล่านี้หรือไม่?

คุณภาพวัตถุดิบที่ใช้ผลิตดีกว่า

-รูปลักษณ์สวยงามกว่า เก็บงนละเอียดกว่า

-แพจเกจจิ้ง (Packaging) สวยงาม ดูดีกว่า

-การชำระเงิน และ การจัดส่ง น่าเชื่อถือ เป็นระเบียบมากกว่า

-บริการหลังการขายที่ดีว่า

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า ว่าอยากได้สัญญาแบบไหน หรือบางทีเวลาลูกค้าสงสัยว่าทำไมสินค้าของเราถึงมีราคาสูงกว่า เพื่อนๆก็ลองนำสัญญาเหล่านี้ไปบอกกับลูกค้าก็ได้นะคะ

fb-impression

3. เริ่มต้นที่สูงกว่าเสมอ

เวลาตั้งราคาขายไว้หน้าร้าน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ เค้าก็มักจะตั้งไว้สูงกว่าความคาดหวังเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชีย มนุษย์เอเชียเวลาซื้อของนี่ติดว่าต้อง “ต่อราคา” ราวกับว่าพวกเขาช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยยย ว่าตัวสินค้าบางทีก็มาต้นทุนสูงๆอยู่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าหลายคนจึงตัดปัญหาด้วยการตั้งราคาให้สูงกว่าความคาดหวัง ให้ลูกค้ามาต่อราคาเพื่อความสบายใจ บทความจาก Current Directions in Psychological Science ยังบอกด้วยว่า ในทุกการเจรจาต่อรอง หากเราเริ่มต้นที่การตั้งราคาสูงๆไว้ก่อน ก็จะยิ่งเพิ่มความฮึกเฮิม เหมือนเป็นการตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ การตั้งราคาไว้ไม่ต่ำ ยังทำให้เราเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาสินค้าและบริการดีๆตอบแทนคุณลูกค้าอีกด้วย

Aim_High_by_kalabalik

4. เปรียบเทียบให้ดู

การขายบัตรคอนเสิร์ต ถ้าซื้อวันแรกๆ ราคาตั๋วจะถูก และยิ่งใกล้วันงานมากเท่าไหร่ ตั๋วก็จะยิ่งมีราคาแพงขึ้น ผลคือบัตรคอนเสิร์ตขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่ก่อนเริ่มคอนเสิร์ตหลายเดือน หรือการจัดโปรโมชั่นของร้านค้าประเภท “ซื้อเป็นชุด ถูกกว่า” ก็เป็นการเปรียบเทียบราคาอีกชนิดหนึ่ง คนเราเดี๋ยวนี้ชอบเสิจหาข้อมูล ชอบคำนวณผลต่างกำไร ชอบหาดีลที่ถูกที่สุด ในฐานะเจ้าของร้าน เราก็ “บริการข้อมูล” เปรียบเทียบราคาจัดให้คุณลูกค้าซะเลย

PricingTable

เจ้าของร้านมักเลือกสินค้าที่อยากขาย ด้วยราคาที่ดูดีที่สุดมาไว้ตรงกลางเสมอ
เพื่อให้ลูกค้าที่ชอบเปรียบเทียบ ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

หวังว่าเรื่องที่ได้นำเสนอไปวันนี้ เพื่อนๆแม่ค้าพ่อค้าจะได้นำไปใช้ในการแก้ปัญหาการตั้งราคากันได้บ้าง อย่างไรก็ได้ การตั้งราคานั้นไม่สามารถสามารถกำหนดได้ตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคนและรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกัน ลองหาจุดเด่น-จุดด้อยของธุรกิจของเรา ลองคิดดูว่าธุรกิจของเรานำเสนอคุณค่าอะไรให้กับลูกค้า แล้วลองนำหลักข้างต้นไปปรับใช้กันนะคะ

 ขอบขอบพระคุณบทความดีๆ จาก : blog.sellsuki.co.th..

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *