การตลาดออนไลน์ Online Marketing คืออะไร

online marketing

ในสังคมที่โลกออนไลน์กำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อออนไลน์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อเราในทุกขณะ ตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอน อีกทั้งความรวดเร็วและความสะดวกสบายของโลกออนไลน์ยังถูกนำมาใช้ประโยชน์กับกลุ่มคนทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำให้ผู้อื่นรู้จักเราหรือสินค้าของเราได้อย่างกว้างขวาง

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ การทำการตลาดในสื่อออนไลน์ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น โดยใช้วิธีต่างๆ ในการ โฆษณาเว็บไซต์ หรือ โฆษณาขายสินค้า ที่จะนำสินค้าของเราไปเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเกิดความสนใจ จนกระทั่งเข้ามาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเราในที่สุด โดยการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) สามารถทำได้หลายช่องทาง ดังนี้

  1. Search Engine Marketing คือ การตลาดบน Search Engine เป็นการทำให้สินค้าของเราติดอันดับการค้นหาในลำดับแรกๆ ซึ่งจะทำให้เราถูกค้นพบได้ง่ายและถูกคลิกได้บ่อยกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ด้านล่างหรืออยู่ในหน้าถัดไป แบ่งออกเป็น SEO (การทำเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับของ Google) กับ PPC (การซื้อ Ads บน Google)
  2. Email Marketing คือ การตลาดที่ทำผ่านอีเมล์ เพื่อส่งข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ ถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เป็นการตลาดที่ต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการตลาดในรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการทำการตลาดที่ตรงกลุ่ม และสามารถเข้าถึงผู้รับภายในเวลาอันรวดเร็ว
  3. Social Marketing คือ การตลาดที่ทำผ่าน Social Network ต่างๆ เช่น Facebook, Twitter, Instagram, Pinterest ฯลฯ ซึ่ง Social Marketing กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีสถิติการใช้งานสูงกว่าแหล่งออนไลน์ประเภทอื่น

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เรารู้จักสินค้าของเรา และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้ เพียงเท่านี้สินค้าของเราก็สามารถเป็นที่รู้จัก และสร้างยอดขายในโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย

Search Engine Marketing เทคนิคการตลาดออนไลน์

sem

SEM (Search Engine Marketing) เทคนิคการตลาดออนไลน์      เรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว

เมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน การเกิดขึ้นของเว็บไซต์เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสาร สินค้า และบริการต่าง ๆ จึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จากปริมาณข้อมูลที่มีอยู่มหาศาล อาจทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว จึงได้เกิดการพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่เรียกกันว่า “เสิร์ชเอนจิ้น (Search Engine)” ซึ่งจากรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจัดทำโดย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พบว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่อื่น ๆ ใช้เพื่อค้นหาข้อมูล เป็นอันดับ 3 รองจากการใช้เพื่อการพูดคุยผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และการใช้เพื่ออ่านข่าว/อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อค้นหาข้อมูลเป็นอันดับ 2 รองจากการใช้เพื่อรับส่งอีเมล

เจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องผลักดันให้เว็บไซต์ของตนติดอันดับต้น ๆ ของผลลัพธ์การค้นหา เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เทคนิคนี้เรียกว่า การตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต หรือ การตลาดผ่านเสริช์เอนจิ้น (Search Engine Marketing) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า SEM โดยเทคนิคของ SEM มี 2 วิธีหลักๆ ได้แก่ 1) การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อทำอันดับในผลการค้นหา Search Engine Optimization หรือ SEO และ 2) การลงโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิ้ก Pay Per Click Advertising หรือ PPC

Search Engine Optimization หรือ SEO เป็นวิธีการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงกับหลักการค้นหาของเสริช์เอนจิ้น ซึ่งหากสามารถทำได้ จะทำให้ผลลัพธ์การค้นหาถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ โดยวิธีการทำ SEO สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนที่ควรทำไปพร้อมกัน ได้แก่ 1) On Page Factor คือการปรับแต่งเว็บเพจให้ตรงกับหลักการค้นหาของเสิร์ชเอนจิ้น เช่น การปรับแต่งเนื้อหาของเว็บเพจให้มี คีย์เวิร์ด (Keyword) จำนวนมาก ๆ สอดคล้องเป็นเรื่องราวเดียวกัน และมีความทันสมัยตลอดเวลา และการทำแผนผังเว็บไซต์ (Site Map) เป็นต้น และ 2) Off Page Factor เป็นเทคนิคการใช้ปัจจัยภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปรับแต่งเว็บไซต์ของเจ้าของเว็บ เช่น การแลกลิงค์ (Link) กับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน และการสร้างประกาศซื้อ-ขายบนเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทำ SEO จะเป็นวิธีทางการตลาดออนไลน์ที่อาจไม่ต้องใช้เงินลงทุน หรือใช้เงินลงทุนไม่สูงเท่าการทำ PPC แต่ก็เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยเวลากว่าจะเห็นผล รวมทั้งต้องใช้ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของผู้ทำด้วย

Pay Per Click Advertising หรือ PPC เทคนิคนี้จะเห็นผลอย่างรวดเร็ว และไม่ต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสูงเหมือนการทำ SEO แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายคือค่าโฆษณา โดยจะเสียก็ต่อเมื่อผู้เข้าค้นหาคลิกไปยังเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณา จึงเรียกรูปแบบการโฆษณานี้ว่า Pay Per Click วิธีการคือ ผู้เข้าเยี่ยมจะค้นหาข้อมูลต่าง ๆ จากเว็บไซต์ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้น เมื่อคำค้นหานั้นตรงกับคำค้นหาที่ผู้ลงโฆษณากำหนดไว้ เว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณาก็จะปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่เด่นที่สุดของเสริช์เอนจิ้นนั้น ซึ่งส่วนมากมักจะแสดงอยู่ด้านบนสุด ด้านขวามือ หรือแม้แต่ด้านล่างสุดก็ตาม ทั้งนี้ ตำแหน่งที่จะปรากฏในเสิร์ชเอนจิ้นที่เด่นที่สุดนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับการเสนอราคาประมูลกับทางเสิร์ชเอนจิ้นอีกด้วย เช่น คำว่า Condo อาจมีผู้ค้นหาจำนวนมาก และเจ้าของเว็บไซต์ต่าง ๆ ต้องการลงโฆษณาด้วยคำนี้ ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจิ้นจึงเปิดแข่งขันการประมูลคำค้นหา โดยเว็บไซต์ที่ให้ราคาประมูลสูงสุดก็จะได้รับการนำเสนอในตำแหน่งที่ดีที่สุดนั่นเอง

 

นักการตลาดยุคออนไลน์

online

ต้องยอมรับว่าการทำงานในปัจจุบัน มีรูปแบบและวิธีคิด วิธีการสื่อสารแตกต่างจากสมัยก่อนเป็นอย่างมาก (อาจนับย้อนกลับไป 10 ปี) ดังนั้นหากเปรียบเทียบนักการตลาดยุคเก่ากับนักการตลาดยุคใหม่ นั้นมีวิธีคิด รูปแบบ ช่องทางการสื่อสารถึงผู้บริโภคแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และเช่นเดียวกันผลลัพธ์ หรือวิธีการวัดผลก็แทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเช่นเดียวกัน

หากผมเป็นบริษัทผลิตรองเท้าอยากให้นักการตลาดรุ่นเก๋ากับนักการตลาดออนไลน์ มาช่วยทำการตลาด คุณจะเห็นได้ถึงความแตกต่างของการทำแผนการตลาดของคน 2 กลุ่มนี้ได้อย่างชัดเจน

นักการตลาดรุ่นเก๋า (Traditional Marketer)

นักการตลาดรุ่นเก๋าจะมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) แล้ววางแผนการตลาดโดยใช้สื่อเด่น ๆ มุ่งไปสู่สื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ ได้แก่ TV, สิ่งพิมพ์, วิทยุ, งานอีเวนต์, สื่อพี.อาร์. ซึ่งส่วนใหญ่สื่อที่นักการตลาดรุ่นเก๋าใช้ก็มักจะอยู่ในกรอบรูปแบบนี้ และงบประมาณก็ใช้เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน อาจต้องขึ้นหลักหลายแสนบาทจนถึงล้าน จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างได้ผล และสุดท้ายการวัดผลก็เป็นไปได้ยาก คลุมเครือ อาจต้องไปจ้างบริษัททำรีเสิร์ช มาวัดผลว่าสิ่งที่ทำไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นขั้นตอนของการตลาดที่เราทำมากันช้านาน

นักการตลาดออนไลน์ (Online Marketer)

ลองมาดูกับนักการตลาดออนไลน์ เมื่อวางแผนการตลาดก็จะมีการวางแผนสื่อออนไลน์ที่สามารถกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำแบบ 1 ต่อ 1 แบบรู้เลยว่าจะให้ผู้ชาย ผู้หญิง กะเทย อายุเท่าไร ชอบอะไรเป็นพิเศษ อยู่จังหวัดไหน อยู่ประเทศอะไร “ทำให้การเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายไม่ใช่คนในประเทศอีกต่อไป” หลังจากนั้นรูปแบบของสื่อที่จะสื่อออกไปหาลูกค้าก็มีความหลากหลายช่องทาง หลายรูปแบบ สามารถสื่อสารได้ทั้งภาพ เสียง วีดีโอ ทางออนไลน์ เว็บไซต์ มือถือ แท็บเลต ทำให้ผู้รับสื่อจะกลับมาดูเมื่อไรก็ได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นอย่างมากในการรับสาร ซึ่งปัจจุบันคนไทยใช้เวลากับสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ใช้เวลากับสื่อเดิม ๆ น้อยลง อย่างเห็นได้ชัด และการสื่อสารทางออนไลน์ ไม่จำเป็นที่เจ้าของสินค้าจะพูดหรือสื่อสารเอง (Direct Communication) แต่อาจจะให้คนอื่น ๆ คนที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ ในเว็บบอร์ด (Online Influencer) หรือ บล็อกเกอร์ รวมไปถึง เพื่อน ๆ ของเค้า กลายเป็นสื่อให้กับสินค้าและแบรนด์ต่าง ๆ ได้ผ่านโซเชียลมีเดีย ในรูปแบบสื่อสารทางอ้อม (Indirect Communication) ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ (Trust) สูงกว่าการสื่อสารในรูปแบบการโฆษณาแบบเดิม ๆ

นอกจากนี้สิ่งที่สื่อออนไลน์มีความได้เปรียบสื่อทั่วไปคือ สามารถวัดผลได้แม่นยำมาก คือ รู้เลยว่าคนไหนดู ผู้ชาย ผู้หญิง อายุเท่าไร จังหวัดไหน ชอบดูอะไรเป็นพิเศษ และคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมอย่างไรบ้างแบบทันที (Real Time) ทำให้เราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ ปรับปรุงการตลาดของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายงบประมาณหรือเงินที่ใช้กับสื่อออนไลน์ นั้นไม่จำเป็นต้องใช้มากมายก็สามารถเริ่มต้นทำได้
อย่างการลงโฆษณาใน Google หรือ Facebook เพียงแค่ 10 บาทก็สามารถเริ่มต้นทำได้แล้ว และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทหรือทีมงาน เพราะคุณเองก็สามารถทำเองได้ทันที ไม่ยากผ่านหน้าเว็บไซต์